Bigdata – Smart healthcare

Big Data กับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ

     ถ้าพูดถึงเรื่องของบริการการแพทย์และการดูแลสุขภาพกับเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่อาจจะนึกถึงแต่เทคโนโลยีสำหรับการตรวจรักษาโรค จนกระทั่งมี Big Data เข้ามา ซึ่งต่อไปนี้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้นแบบเท่าทวีคูณ โดย Big data เข้ามามีส่วนช่วยงานด้าน Healthcare ได้อย่างมาก เนื่องจาก Big data ก็คือระบบข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำไปวิเคราะห์ใช้ประโยชน์นั่นเอง ซึ่งในทางการแพทย์นั้น ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล และหลากหลา ไม่ว่าจะเป็น ประวัติผู้ป่วย บันทึกของแพทย์ ผลการทดสอบทางคลินิก ข้อมูลยา ข้อมูลการเบิกค่ารักษา ข้อมูลเชิงเศรษฐสังคมของผู้ป่วย ไปจนถึงข้อมูลใหม่ๆจากอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ และข้อมูลอื่นๆที่ได้จาก Social media ต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านี้มีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในเชิงขนาดของข้อมูล รูปแบบและความเร็วในการผลิตข้อมูล ซึ่งเหมาะอย่างมากกับการใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Big Data

     ดังนั้น ในยุคนี้ Big Data กับบริการทางการแพทย์และการสุขภาพ จึงกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต้องมีการเก็บข้อมูลพื้นฐาน ประวัติผู้ป่วน บันทึกอาการ ผลการตรวจจากห้องทดสอบ ผลวินิจฉัย รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาทั้งในระยะพักฟื้นและระยะยาว ซึ่งการบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้ในฐานข้อมูลที่เปิดให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงประวัติอาการป่วยได้ รวมถึงแชร์ข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ดูแลได้ด้วย นอกจากจะช่วยอัพเดทให้ฐานข้อมูลมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ยังช่วยให้ผู้ป่วยที่สามารถวิเคราะห์อาการของโรคในเบื้องต้นและช่วยในการปรึกษาแพทย์ หรือเป็นบันทึกช่วยจำ หรือคาดการณ์โอกาสเสี่ยงจะกลับมาเจ็บป่วยได้อีก นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลทั้งหมดของผู้ป่วยแต่ละคน(จำนวนมาก) อาการ และโรคแต่ละแบบ ส่งผลดีในระยะยาว คือช่วยขยายฐานข้อมูลอาการป่วยอีกด้วย โดยในปัจจุบัน Big Data จะใช้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ทั้งในเรื่องของการวิจัยพัฒนา การดูแลรักษาเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้ การนำ Big Data มาใช้กับ Healthcare ในปัจจุบัน มีตัวอย่าง ดังนี้

     หนึ่งในบทบาทสำคัญของ Big data ในสายงานด้านการแพทย์และสุขภาพคือ คือการนำเทคนิค Big data มาใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพในระดับมหภาค เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์โรคระบาด เพื่อแจ้งเตือนให้คนไข้เข้ารับการรักษาที่ถูกต้องตามกำหนด เพื่อการจัดเพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม เพื่อประเมินจุดอ่อนและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา ตลอดจนเพื่อให้ฝ่ายวิจัยพัฒนา สามารถนำข้อมูลไปประเมินสำหรับการค้นคว้าวิจัย หาวิธีรักษาใหม่ หรือสร้างอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใหม่ขึ้นมา

     การที่โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสาธารณสุขมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลเชิงพันธุกรรม ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิต ตลอดจนข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น สายรัดข้อมือ นำไปสู่ Predictive analytic หรือ การนำระบบฐานข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยมาช่วยในการพยากรณ์โรคที่มีแน้วโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมทำให้ผลการรักษาที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ มีสถิติการรักษาที่ดีขึ้น โดย Big Data มีระยะการเก็บข้อมูลที่สูงมากจึงทำให้สามารถประเมินอนาคตได้อย่างแม่นยำ

     

การที่แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้จากทุกที่ ทุกเวลา และทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีฉุกเฉิน และการที่ผู้ป่วยสามารถส่งต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย สามารถช่วยให้การให้บริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปจนถึงลดความผิดพลาดที่เกิดจากปัจจัยอื่นในขั้นตอนของการวินิจฉัย นับเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มาช่วยส่งเสริมบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในรูปแบบของการร่วมมือกัน จะเห็นได้ว่า Big Data ให้ผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ และนักวิจัยต่างต้องการ Big Data เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษา หรือดูแลร่างกายให้เเข็งแรงเป็นการป้องกันการเจ็บป่วย การวิจัยพัฒนา การส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้น Big Data ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับหน่วยงานด้านการแพทย์และสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในการดำเนินงานให้สะดวกและให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธผลที่มากขึ้น นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น

อ้างอิง 
techburst.io, depa, aiforhealthcare (ภาพหัวเรื่อง)

Copy link
Powered by Social Snap